วันพฤหัสบดีที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

การร่วมมือกับผู้ปกครองในการประเมิน

ออกแบบการสื่อสารถึงผู้ปกครอง (กำหนดรูปแบบการสื่อสารเนื้อหาที่จะสื่อสาร-และจัดทำสื่อเช่น จดหมาย แผ่นพับ สื่อดิจิทัล ฯลฯ
     -หัวข้อที่ 3) เชิญผู้ปกครองเข้าร่วมประชุม
 อาจจะมีการประชาสัมพันธ์ในเพจของ Facebook หรือส่งเข้าในกลุ่มไลน์ที่มีผู้ปกครองอยู่ เพื่อแจ้งให้ทราบทั่วกัน
 





     -หัวข้อที่ 6) ขออนุมัติพานักเรียนไปทัศนศึกษา
อาจจะมีการประชาสัมพันธ์ในเพจ Facebook หรือในไลน์กลุ่มผู้ปกครอง เเละทำการเเจกจดหมายรายงานให้ท่านผู้ปกครองครองทราบ เพื่อส่งกลับมายังโรงเรียนว่าสามารถนำนักเรียนไปทัศนศึกษาได้หรือไม่
หัวข้อที่ 7 สมุดรายงานประจำตัวนักเรียน การออกแบบและเขียนราย
การออกแบบและเขียนรายงานผลลงในสมุดรายงานประจำตัวนักเรียนชั้นอนุบาลมาคนละ 1 ตัวอย่าง ของนักเรียน 3 คน คือคนที่มีพัฒนาการดีมากปานกลาง และคนที่ต้องพัฒนา





พัฒนา3.สรุปบทบาทของตนเอง (ในฐานะครู) และ บทบาทของผู้ปกครองในการทำงานร่วมกัน เพื่อประเมินพัฒนาการเด็กปฐมวัย


บทบาทของตนเอง (ในฐานะครู) 1. สังเกตและบันทึกพฤติกรรมของเด็ก - เฝ้าสังเกตพฤติกรรมของเด็ก ในด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา พร้อมบันทึกข้อมูลอย่างเป็นระบบ 2. ใช้เครื่องมือประเมินพัฒนาการ - นำแบบทดสอบ ใบ สังเกต และกิจกรรมต่างๆ มาประเมินพัฒนาการของเด็กตาม เกณฑ์มาตรฐาน 3. วิเคราะห์ผลและให้ข้อเสนอแนะ - วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้เพื่อระบุจุดเด่นและจุดที่ต้องพัฒนา พร้อมวางแผนแนวทางส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสม 4. สื่อสารกับผู้ปกครอง - รายงานผลการประเมินและให้คำแนะนำแก่ผู้ปกครองเกี่ยวกับพัฒนาการของเด็ก รวมถึงแนวทางส่งเสริมที่สามารถทำที่บ้าน 5. ร่วมมือกับผู้ปกครองในการพัฒนาเด็ก - ประสานงานและให้คำแนะนำในการสร้างสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมแก่เด็กทั้ง ที่โรงเรียนและที่บ้าน

บทบาทของผู้ปกครอง 1. ด้านร่างกาย การที่เด็กได้รับการสัมพันธ์โอบกอดจากพ่อแม่ จะทำให้เกิดการการกระตุ้น พัฒนาการของเด็กและสนองตอบความตื่นตัวของระบบประสาทของเด็ก นอกจากนี้ พ่อแม่ควรจัดเวลาสถานที่ เพื่อให้ลูกได้เคลื่อนไหว ออกกำลังกายและเล่นได้อย่างปลอดภัย ลูกจะเรียนรู้ได้มากจากการเล่นได้แสดงออก เลียนแบบท่าทางจากคนที่เล่นด้วย พ่อแม่ควรสังเกตพฤติกรรมพัฒนาการของลูก เพื่อจะได้เข้าใจธรรมชาติและความรู้สึกนึกคิดของลูก และเป็นการ ส่งเสริมพัฒนาการทางด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่มัดเล็กอีก ด้วย 2. ด้านอารมณ์/จิตใจ พ่อแม่ผู้ปกครองควร ดูแลเอาใจใส่ใกล้ชิด ด้วยความรักและความเข้าใจ ทำให้ลูกมีจิตใจดีให้โอกาสลูกเรียนรู้ และฝึกทำสิ่งต่างๆในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและเป็นมิตร พ่อแม่ต้องรับฟังและพูดคุยโต้ตอบกับลูก จำเป็นต้องให้เวลาและเอาใจใส่ลูกอย่างสม่ำเสนอ เพื่อสร้างความมั่นคงทางจิตใจการฝึกให้ลูกเป็นคนมีน้ำใจมีคุณธรรมจะทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพในอนาคต 3. ด้านสังคม เด็กจะซึมชับค่านิยม และ วัฒนธรรมที่ดีจากพ่อแม่ ผู้ปกครอง ไม่ว่าเป็นมารยาททางสังคม หรือแม้แต่เรื่องราวระเบียบวินัยทางสังคมการรักและชื่นชมธรรมชาติล้วนเป็นเรื่องที่พ่อแม่ ต้องชี้ให้ลูกสนใจและปลูกฝัง ด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีเพราะเด็กจะเลียนแบบจากผู้ที่พบเห็น ซึ่งจะทำให้เด็ก รู้จักกาลเทศะ รู้ผิดรู้ชอบและคุ้นเคยกับสิ่งที่ดีงาม เป็นประโยชน์ต่อชีวิต รู้จักกฎกติกาของสังคม เป็นต้น 4. ด้านสติปัญญา พ่อแม่สามารถจูงใจให้ลูก มีความใฝ่รู้ กล้าแสดงความคิดเห็น ฝึกให้ลูกเป็นคนรู้จัก คิดได้โดยให้ความสนใจ ในสิ่งที่ลูกกำลังทำ ฝึกให้ลูก สังเกตสิ่งต่างๆรอบๆตัว ให้ลูกได้มีโอกาสเรียนรู้จากการลองถูกลองผิดบ้าง ให้มีความคิดที่แปลกใหม่ พยายามให้เด็กได้คิดแก้ปัญหาด้วยตนเอง ทั้งนี้ ควรอยู่บน พื้นฐานของการใช้เหตุผล ความสามารถ ความคิดสร้างสรรค์ เป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาได้ หากเข้าใจ ถึงแนวทางพื้นฐานเบื้องต้น คือ การฝึก การสังเกต ที่สำคัญ เสรีภาพในครอบครัวจะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการสร้างสรรค์ สามารถประสบความสำเร็จในอนาคตได้ ทั้งนี้พ่อแม่ต้องไม่ปิดกั้นหนทางในการสร้างสรรค์ของลูกน้อย

การเปิดโอกาสให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในประเมินเด็ก ก็จะเป็นอีกหนึ่งวิธีที่จะช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างคุณครูและผู้ปกครอง เพื่อที่ว่าคุณครูจะได้มีโอกาสพูดคุย แลกความเปลี่ยนคิดเห็น ให้คำแนะนำ ให้ความรู้ชี้แนะแนวทางแก่ผู้ปกครองเพื่อให้เกิดความเข้าใจอันจะช่วยให้เกิดการพัฒนาเด็กปฐมวัย ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ดังนี้ 1.การปฐมนิเทศผู้ปกครองเพื่อพูดคุยให้ความรู้ผู้ปกครองเกี่ยวกับหลักสูตร กิจกรรม และรูปแบบการประเมินผลของโรงเรียน 2. การเชิญผู้ปกครองให้เข้าร่วมทำกิจกรรมของโรงเรียน 3. การพบปะ พูดคุยกับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้ช่วงเวลาที่ผู้ปกครองมารับส่งบุตรหลานของตนที่โรงเรียน 4. การประชุมผู้ปกครองตามวาระและโอกาส การจัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่องจะเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ปกครองได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้มีประสิทธิภาพสอดคล้องกับหลักสูตร และเพื่อพัฒนาเด็กให้เกิดการพัฒนาในแต่ละด้านอย่างเหมาะสมตามวัยต่อไป


สรุปรายงานการประเมินเเฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์ (e-portfolio) ของ 65121860214 นางสาวอินทิรา เป็นเครือ

 



ทะเบียนควบคุมชิ้นงาน







เเบบประเมินเเฟ้มสะสมผลงานอิเล็กทรอนิกส์(e-portfolio)


 
       ดิฉันในนามผู้จัดทำบล็อก ขอขอบพระคุณทุกท่านที่เข้ามารับชมเเละประเมินให้นะคะ

วันจันทร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568

สรุปการประเมินเเละการสร้างเสริมพฤติกรรมทั้ง 4 ด้าน

ด้านร่างกาย 

การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านร่างกาย
การประเมินและสร้างเสริมพฤติกรรมของเด็กปฐมวัยด้านร่างกายเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูและ ผู้ดูแลเด็กปฐมวัย รวมถึงผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับเด็กปฐมวัยทุกฝ่ายต้องศึกษาและทำความเข้าใจ เพื่อให้มีความรู้ความ เข้าใจ และสามารถประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายเด็กปฐมวัยได้อย่างครอบคลุมและถูกต้อง ได้ผลการประเมินที่เชื่อ ถือได้ สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายให้แก่เด็กปฐมวัยได้อย่างเหมาะสม ในเรื่องนี้ จะกล่าวถึง ความหมายและความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย และความหมายและ ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย ดังรายละเอียดต่อไปนี้
ความหมายและความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย 
1.ความหมายของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย นักวิชาการได้ให้ความหมายไว้แตกต่างกันบ้างในรายละเอียด ขึ้นอยู่กับความรู้ความเข้าใจและประสบการณ์ของแต่ละคน เมื่อนำความหมายของสองคำดังกล่าวมาผนวกกับคำว่า “ร่างกายของเด็กปฐมวัย” จะได้ความหมายของคำว่า “การประเมิน พฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย” ดังนี้ 
1.1เป็นกระบวนการของการวัดและการประเมินการกระทำ หรือการแสดงออกทางร่างกายของเด็กปฐมวัยที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า หรือสิ่งที่มากระตุ้น (stimulus) เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเด็ก 
1.2เป็นการศึกษาคุณภาพและปริมาณของความประพฤติ การกระทำหรืออาการแสดงออกทางร่างกายของเด็กปฐมวัยที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้า เพื่อใช้ในการตัดสินเด็กทั้งเป็นรายบุคคลและเป็นกลุ่ม 
1.3เป็นกระบวนการรวบรวมและเรียบเรียงข้อมูลสารสนเทศเกี่ยวกับการกระทำและพฤติกรรมทาง ร่างกายอย่างเป็นระบบสำหรับใช้ในการตัดสินใจเกี่ยวกับเด็กปฐมวัย และเป็นข้อมูลเพื่อสื่อสารให้ผู้เกี่ยวข้องได้รับทราบถึงความก้าวหน้า จุดเด่น จุดด้อย รวมทั้งใช้ในการตัดสินประสิทธิภาพในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และความเหมาะสมของหลักสูตร 
1.4เป็นกระบวนการในการใช้เครื่องมือต่างๆ รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการกระทำ หรือกิริยาอาการแสดงออกทางร่างกายทุกรูปแบบของเด็กปฐมวัยที่สามารถสังเกตได้จากหลากหลายแหล่ง แล้วจัดการแปลความหมาย ข้อมูลที่ได้เพื่อนำมาวางแผนพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้เพื่อช่วยให้เด็กมีพฤติกรรมตามที่หลักสูตรได้กำหนดไว้ 
1.5เป็นกระบวนการและวิธีการที่มีระบบในการเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับความประพฤติ หรือการกระทำของเด็กปฐมวัยที่สามารถวัดได้ สังเกตได้จากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อใช้ตัดสินคุณลักษณะของเด็ก
  1.6เป็นกระบวนการของการสังเกต การจดบันทึกการกระทำหรือการเคลื่อนไหวส่วนต่างๆ ของร่างกายเด็กปฐมวัย เพื่อใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจเกี่ยวกับกระบวนการทางการศึกษาซึ่งจะส่งผลต่อตัวเด็กต่อไป 
จากความหมายดังกล่าวอาจสรุปได้ว่า การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง กระบวนการในการใช้เครื่องมือที่หลากหลายเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายที่สามารถสังเกตได้ในสถานการณ์ต่างๆ เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาตัดสินคุณลักษณะของพฤติกรรมทางกายที่สามารถนำมาใช้ในการส่งเสริมและพัฒนาเด็กตามความแตกต่างระหว่างบุคคล 
2.ความสำคัญของการประเมินพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย การประเมินพฤติกรรมด้านร่างกาย ของเด็กปฐมวัยจะช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูและผู้ดูแลเด็กปฐมวัย ตลอดจนผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กทุกฝ่ายรู้จักและ เข้าใจเด็กมากขึ้น สามารถช่วยเหลือและพัฒนาพฤติกรรมเด็กได้อย่างเหมาะสมและทันเวลา สามารถตอบสนอง ความต้องการของเด็กได้ตามความแตกต่างระหว่างบุคคล
2.1ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมและความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กในแต่ละช่วงเวลา
2.3ช่วยให้สามารถระบุเด็กที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษได้ การประเมินพฤติกรรมทางร่างกายของเด็กปฐมวัยสามารถช่วยให้พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูและผู้ดูแลเด็กสามารถค้นพบเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าที่อาจต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ เช่น เด็กที่มีการทรงตัวไม่ดี เด็กที่กล้ามเนื้อบริเวณขาไม่แข็งแรงทำให้หกล้มบ่อย

ความหมายและความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย 

1.ความหมายของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย ความหมายของคำว่า “การสร้างเสริมพฤติกรรม หมายถึง การทำให้พฤติกรรมที่พึงประสงค์เกิดขึ้น มีเพิ่มขึ้น และดีขึ้น” ดังนั้น การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย จึงหมายถึง การทำให้เด็กปฐมวัยสามารถใช้กล้ามเนื้อในการเคลื่อนไหวร่างกายทุกส่วน สามารถหยิบจับสิ่งของและทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเหมาะสมกับวัย เพื่อสนองความต้องการของตนเองได้มากขึ้นและดีขึ้น หรืออาจกล่าวโดยสรุปได้ว่า การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง การทำให้เด็กปฐมวัยมีการเคลื่อนไหวร่างกายด้วยการใช้กล้ามเนื้อใหญ่ กล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ได้อย่างหลากหลายเหมาะสมกับวัย รวมตลอดถึงการมีสุขนิสัยที่ดี 

2.ความสำคัญของการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย พ่อแม่ผู้ปกครอง ครูและผู้ดูแล เด็ก รวมถึงบุคคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายมีบทบาทและหน้าที่ที่สำคัญในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายให้กับ เด็กปฐมวัย ทั้งนี้เนื่องจากเด็กวัยนี้ยังต้องการได้รับการพัฒนาด้านการใช้กล้ามเนื้อส่วนต่างๆ ของร่างกายที่เหมาะสมกับวัย เด็กวัยนี้ยังต้องการคำแนะนำ และการชี้แนะจากบุคคลที่อยู่แวดล้อมด้วยความรักและความเข้าใจ
สรุปได้ว่า การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านร่างกายของเด็กปฐมวัย หมายถึง การพัฒนาให้เด็กได้ใช้กล้ามเนื้อ ส่วนต่างๆ ของร่างกายในการเคลื่อนไหวและทำสิ่งใหม่ๆ รวมทั้งปรับปรุงการกระทำที่มีอยู่แล้วให้ดียิ่งขึ้น การสร้าง เสริมพฤติกรรมด้านร่างกายจะช่วยให้เด็กได้เรียนรู้การใช้อวัยวะเคลื่อนไหวร่างกายในการทำสิ่งต่างๆ ที่แตกต่างจากเดิม ช่วยให้เด็กได้พัฒนาทักษะการใช้อวัยวะเคลื่อนไหวร่างกายให้มีความซับซ้อนมากขึ้น รวมทั้งช่วยเป็นพื้นฐานในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นประชากรที่มีคุณภาพของประเทศชาติต่อไป
 
*หาเพิ่มเติม 
แนวทางการจัดกิจกรรม ส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย สำหรับเด็กปฐมวัย

กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาการทางด้านร่างกาย

ผู้ปกครองและคุณครูสามารถส่งเสริมและพัฒนากล้ามเนื้อ โดยหากิจกรรมเล่นกับเด็ก ๆ ไม่ว่าจะเป็น การทรงตัว การเดิน การวิ่ง การกระโดด การคลาน การนอน การเอียงตัว ฯลฯ เพราะจะช่วยให้กล้ามเนื้อมีความแข็งแรงเพิ่มขึ้น และยังช่วยเสริมสร้างการประสานงานของ ระบบประสาทส่วนกลางกับกล้ามเนื้อ ส่งผลให้มือ เท้า ตา เคลื่อนไหว สัมพันธ์กันค่ะ ซึ่งการทำกิจกรรมไม่จำเป็นต้องทำที่บ้านเท่านั้น แต่ผู้ปกครองอาจจะพาเด็ก ๆ ไปทำกิจกรรมวันหยุด นอกบ้านได้ค่ะ เพราะการเรียนรู้นอกบ้านเปรียบเสมือนห้องเรียนที่กว้างใหญ่ ให้เค้าได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ รอบตัว มากมาย จะช่วยให้เด็กรู้จักการสังเกต การปรับตัวอยู่ร่วมกันกับผู้อื่น และยังสร้างความทรงจำดี ๆ ได้อีกด้วยค่ะ ซึ่งกิจกรรมต่าง ๆ สามารถแบ่งเป็น ดังนี้

กิจกรรมการเล่น

คือกิจกรรมที่สอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก ที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง เช่น กิจกรรมเล่นปีนป่าย กิจกรรมวิ่งเล่นในสนาม กิจกรรมการเล่นว่าว กิจกรรมการเดินทรงตัวบนเส้นตรง กิจกรรมการเล่นต่อบล็อค
- การเล่นบทบาทสมมติ (Role Playing) กิจกรรมสร้างสรรค์ สำหรับ เด็กปฐมวัย
- เสริมสร้างกล้ามเนื้อให้กับเด็ก ๆ ด้วย กิจกรรมนักสำรวจรูปเรขาคณิต
- ส่งเสริมทักษะการทรงตัวสำหรับเด็กปฐมวัย ด้วยกิจกรรมการยืนขาเดียวเก็บถุงทราย

กิจกรรมการออกกำลังกาย

คือกิจกรรมนันทนาการต่าง ๆ ที่เล่นได้ทั้งกลางแจ้งและในร่ม รวมถึงกิจกรรม การเล่นกีฬา เช่น การปั่นจักรยาน การเล่นฮูลาฮูป การวิ่งแข่ง การเล่นปิงปอง การเล่นแบดมินตัน กิจกรรมการโยนรับลูกบอล กิจกรรมโยนบอลเข้าตะกร้า
- กิจกรรมการว่ายน้ำสำหรับเด็ก ตอนที่ 1 เตรียมตัวลูกก่อนไปว่ายน้ำ
- กิจกรรมการว่ายน้ำสำหรับเด็ก ตอนที่ 2 สอนลูกว่ายน้ำด้วยทักษะพื้นฐาน
- โยคะเด็ก กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพเด็กปฐมวัย
- 6 ท่าออกกำลังกายที่พาลูกทำง่าย ๆ ได้ที่บ้าน
- ICE BALL เกมทุบน้ำแข็ง กิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาการทางด้านร่างกาย
- วิ่งแข่งเก็บบอลสี กิจกรรมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่ สำหรับเด็กปฐมวัย
- มินิกอล์ฟ กิจกรรมส่งเสริมพัฒนากล้ามเนื้อมัดใหญ่
คือกิจกรรมที่มีการเคลื่อนไหวส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามจังหวะเสียงเพลง เสียงดนตรี โดยมีอารมณ์และความรู้สึกร่วมกับการเคลื่อนไหวนั้น ๆ ด้วย เช่น กิจกรรมเต้นแอโรบิค กิจกรรมเก้าอี้ดนตรี กิจกรรมเล่นงูกินหาง กิจกรรมมอญซ่อนผ้า และกิจกรรมการเต้นประกอบเพลงต่าง ๆ เป็นต้น
อ้างอิง https://www.youngciety.com/article/journal/body-development.html

การประเมินและการส้รางเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ

ความหมาย
    การประเมิน หมายถึง กระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลของเด็กที่แสดงถึงสภาวะของการเจริญเติบโต พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก รวมทั้งสุขภาพ ความสามารถ พฤติกรรม ความรู้ ความต้องการ ความตั้งใจ ความสนใจของเด็ก และสิ่งที่เด็กต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ
    การสร้างเสริม คือ การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจที่เหมาะสมต่อเด็ก ที่สามารถส่งเสริมพัฒนาการด้านอื่นๆ ให้เติบโตขึ้นอย่ามีประสิทธิภาพ
ขอบข่ายของการประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านอารมณ์-จิตใจ
    1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
    2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
    3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
แนวทางการประเมินพัฒนาการด้านอารมณ์-จิตใจ
    1. การสังเกตโดยใช้แบบสังเกตชนิดต่าง ๆ
    2. การสนทนาโดยใช้แบบบันทึกการสนทนาหรือแบบบันทึกคำพูด
    3. การสัมภาษณ์โดยใช้อบบสัมภาษณ์ทั้งแบบมีโครงสร้่างและไม่มีโครงสร้าง
    4. การรวบรวมผลงานที่แสดงถึงความก้าวหน้าและพัฒนาการของเด็กโดยรวบรวมไว้ในแฟ้ม
สะสมผลงาน
    5. การประเมินการเจริญเติบโตยใช้เครื่องมือที่ตรงกับสิ่งที่อยากจะวัด
การประเมินพฤติกรรม
    1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
        การรับรู้อารมณ์ตนเองเป็นการเข้าใจถึงความรู้สึกและความต้องการของงตนที่ตรงกับ สถานการณ์ต่างๆ และแสดงออกด้วยสีหน้าท่าทาง และการกระทำเพื่อสื่อสารให้ผู้อื่นเข้าใจความรู้สึกนั้นๆ ลักษณะทางอารมณ์ของเด็กปฐฒวัยเกิดขึ้นตามธรรมชาติของเด็กทุกคนและเกิดจากการได้รับการตอบสนองในสภาพแวดล้ิม
    2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
        การประเมินพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัยควรประเมินจากการสังเกตพฤติกรรมเด็กขณะทำกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน โดยสังเกตว่าขณะที่เด็กทำกิจกรรมหรือมาจากสถานการณ์ที่ทำให้เกิดความรู็สึกและอารมณ์ต่างๆ เด็กมีการแสดงออกอย่างไรเหมาะสมหรือไม่ และเมือเหตุการณ์ที่่ขณะอยู่ร่วมกับผู็อื่นเด็กมีการแสดงออกและมีการควบคุมอารมณ์อย่างไร
    3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
        คุณลักษณะคุณธรรมจริยธรรม มี 4 ด้าน
        1. ด้านกาย คือ การดูแลตนเองโดยไม่เบียดเบียนตนเองและสิ่งแวดล้อม
        2. ด้านสังคม คือ การมีความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม
        3. ด้านจิตใจ คือ การมีสมรรถภาพ ทางจิตดีมีสุขภาพจิตดีและมีคุณภาพที่ดี
        4. ด้านปัญญา คือ การีมความรู้ความเข้าใจในเหตุผล เห็ฯคุณค่าและประโยชน์ของการทำสิ่งดีและคิดแก้ปัญหาได้
    สำหรับพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรม เกี่ยวข้องกับความมีวินัยในตนเองและความผิดชอบชั่วดี ซึ่งจะทำให้เด็กเป็นผู้ที่รู้จักการปฏิบัติตนเป็นคนดีและนำพาสังคมไปสุ่ความดีงาม การประเมินพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์และความรู็สึกของตนเองและผู้อื่น
การสร้างเสริมพฤติกรรม
    1. การรับรู้อารมณ์และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
        การสร้างเสริมพฤติกรรมการรับรู้อารมณ์ความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น เกี่ยวข้องกับการตอบสนองความต้องการของเด็กอย่างสม่ำเสมอ การแสดงออกที่เหมาะสมของผู้เลี้ยงดูเด็กเพื่อเป็นแบบอย่างการตอบโต้ปฏิกิริยาทางอารมณ์โดยเฉพาะพฤติกรรมในทางบวกและการปฏติบัติกับเด็กอย่างสม่ำเสมอ
    2. การแสดงออกทางอารมณ์และการควบคุมอารมณ์
        หลักการสร้างเสริม
        1. การเป็นแบบอย่างที่ดีในการแสดงออกทางอารมณ์
        2. การสอนโดยตรงพร้อมกับอธฺบายเหตุผล
        3. การเสริมแรงบวกเมื่อเด็กแสดงพฤติกรรมทางอารมณ์ที่เหมาะสมและพฤติกรรมการควบคุมอารมณ์
        4. การปฏิบัติโต้ตอบหรือสะท้อนการแสดงพฤตืกรรมต่อเด็กอย่างสม่ำเสมอ
    3. คุณธรรมจริยธรรมของเด็กปฐมวัย
        การสร้างเสริมพฤติกรรมคุณธรรมจริยธรรมมีหลักการสร้างเสริมเช่นเดียวกันกับสร้างเสริมพฤติกรรมการแสดงออกและการควบคุมอารมณ์ของเด็กปฐมวัย ซึ่งประกอบด้วยการเป็นแบบอย่างที่ดีทางด้านคุณธรรมและจริยธรรมการสอนโดนตรงการให้การเสริมแรงทางบวกการสนับสนุนให้ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ
*หาเพิ่มเติม

การจัดประสบการณ์ด้านอารมณ์และจิตใจ

    จัดการเรียนรู้ตามหลัก Brain-Based Learning ด้านอารมณ์และจิตใจ

ให้เด็กได้ฝึกฝนการริเริ่ม และค้นคว้าหาความท้าทายใหม่ ฝึกเลือกและฝึกตัดสินใจ และช่วยให้เด็กมีความรู้สึกเป็นตัวตนที่เข็มแข็งขึ้น เมื่อเด็กอยู่ในเหตุการณ์จริง เช่น เล่นกับเพื่อน ทำงานบ้าน ออกไปซื้อของให้แม่ ป้อนข้าวน้อง มีเหตุการณ์จำนวนมากที่เด็กต้องตัดสินใจว่า เขาควรทำอะไร ควรทำอย่างไร ควรแก้ปัญหาแบบไหน
ให้เด็กฝึกแสดงความเข้าใจในสิทธิความรับผิดชอบของตนเองและสิทธิของผู้อื่น ส่งเสริมกิจกรรมแบ่งงานกันทำ
ให้เด็กมีประสบการณ์การเล่น และการทำงานที่ใช้ทักษะการแก้ปัญหา รวมถึงการประนีประนอม ไม่ใช้ความรุนแรง ขณะที่เด็กเกี่ยวข้องกับประสบการณ์การเรียนรู้ของเขากับเพื่อน เด็กจะพัฒนาการรับรู้คุณค่าของตนเอง ซึ่งจะช่วยในเรื่องปฏิกิริยาทางอารมณ์ และจะนำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต
ให้เด็กได้รู้จักแสดงออกอย่าสนุกสนานกับเรื่องตลก ขำขัน เช่น ฟังเรื่องตลก เล่านิทานสนุก เล่นบทบาทสมมติ เรื่องตลก และสนุก นอกจากทำให้ขบขัน สนุก อารมณ์ดีแล้ว ยังเป็นการนำเอาเรื่องราวต่างๆ มาประกอบขึ้นด้วยภาษา ท่าทางพิสดาร กระตุ้นให้สมองรู้จักเหตุการณ์ที่เร้าจินตนาการอย่างยิ่ง
ให้เด็กได้ค้นหาความสัมพันธ์และสร้างมิตรภาพกับเพื่อนและกลุ่มที่ห่างออกไป โดยการจัดกิจกรรมคละกลุ่ม คละชั้นบ้างตามความเหมาะสม การใช้ชีวิตร่วมกัน ทำให้เด็กเรียนรู้ที่จะรักษาความสัมพันธ์กับผู้อื่น เช่น ช่วยเหลือเพื่อน รู้จักขอโทษ ขอบคุณ เอื้ออารี ขณะที่เด็กสัมพันธ์กับผู้อื่น ความเข้าใจโลกจะเพิ่มขึ้น เด็กจะเข้าใจในเรื่องความแตกต่าง ความคล้ายคลึงในเรื่องเพศ เชื้อชาติ และความสัมพันธ์ทางสังคมจะชัดเจนมากขึ้น                                           อ้างอิง https://www.okmd.or.th/bbl/documents/339/bbl-emotionally-mentally             
               

การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม

ความหมาย
    การประเมิน หมายถึง การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น และทักษะการปรับตัวอยู่ในสังคม ที่ปรากฎในแต่ละช่วงอายุ เพื่อนำผลมาพิจารณาในการสร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมให้กับเด็ก
    การสร้างเสริม หมายถึง การนำผลจากการประเมินมาสู่การตัดสินใจ จัดประสบการณ์ทางสังคมที่เหมาะสมกับความต้องการของเด็กในแต่ละช่วง ทำให้เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดี สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และเป็นพื้นฐานที่ดีของการพัฒนาทางสังคมในวัยต่อไป
วิธีการที่ใช้ในการประเมิน
    1. การสังเกตและการบันทึก เป็นการสังเกตขณะที่เด็กทำกิจกรรมประจำวันและเกิดพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและผู้ประเมินจดบันทึกไว้
    2. การสนทนา เป็นการประเมินเพื่อทรายถึงความรู้สึกนึกถึงของเด็ก เป็นการประเมินความสามารถ
    3. การสัมภาษณ์
    4. การรวบรวมผลงาน
    5. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก
การประเมิน
    1. ด้านการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัย
        วิธีการประเมิน
        1. ให้เด็กทำตามความสามรถเหมาะสมกับวัย และวุฒิภาวะของเด็ก เพื่อเด็จะได้ประสบผลสำเร็จในการทำงาน
        2. จัดกิจกรรมให้เด็กได้กระทำไปตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่กิจกรรมง่ายๆ และใกล้ตัวไปถึงกิจกรรมที่ยากขึ้น และห่างจากตัวออกไป เพื่อให้เกิดการยั่วยุ ท้าทาย และทำให้เด็กสนใจอยากจะทำด้วยวิธีการที่ไม่น่าเบื่อ
        3. ให้กำลังใจโดยใช้วิธีการจูงใจ ให้กระทำด้วยวิธีการที่นุ่มนวลด้วยการยกย่องชมเชย 
        4. ไม่นำเด็กไปเปรีบเทียบกับอีกคนหนึ่ง 
    2. ด้านการเป็นมิตรหรือทำงานร่วมกับผู้อื่นของเด็กปฐมวัย
        ความเป็นมิตร คือ แบบการแสดงออกที่แสดงถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู็อื่น ความเป็นมิตรของเด็ก เป็นลักษณะการแสดงออกในการติดต่อและเข้าถึงผู้อื่นในทางบวก การสังเกตลักษณะความเป็นมิตรของเด็กอาจสังเกต จากการเข้าไปร่วมเล่นกับผู้อื่นเด็กที่เป็นมิตรจะทำให้การเล่นมีความสนุกสนาน ทำบรรยากาศให้สนุกน่าพอใจ
        เครื่องมือประเมิน
        1. แบบันทึกพฤติกรรม
        2. แบบบันทึกคำพูด
        3. แบบสังเกตพฤติกรรมความเป็นมิตร
    3. ด้านสังคมทางบวกของเด็กปฐมวัย
        วิธีการประเมิน
        1. การให้ความร่วมมือกับสมาชิกอื่นๆในบ้านในฐษนะเป็นสมาชิกของครอบครัวทั้งการทำกิจวัตรประจำวัน การช่วยตนเอง การรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง
        2. การสอนโดยตรงให้มีพฤติกรรมการปรับตัวทางสังคมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นทั้งในครัวเรือนและสังคมภายนอก
        3. การให้เล่นกับผู้อื่นทั้งเด็กโต และเด็กเล็ก
การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสังคม
ความหมาย
    การประเมิน หมายถึง การรวบรวมข้อมูลพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กที่เกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างตนเองกับบุคคลอื่น และทักษะการปรับตัวอยู่ในสังคม ที่ปรากฎในแต่ละช่วงอายุ เพื่อนำผลมาพิจารณาในการสร้างเสริมพฤติกรรมทางสังคมที่เหมาะสมให้กับเด็ก
    การสร้างเสริม หมายถึง การนำผลจากการประเมินมาสู่การตัดสินใจ จัดประสบการณ์ทางสังคมที่เหมาะสมกับความต้องการของเด็กในแต่ละช่วง ทำให้เด็กมีพฤติกรรมทางสังคมที่ดี สามารถปรับตัวและอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข และเป็นพื้นฐานที่ดีของการพัฒนาทางสังคมในวัยต่อไป
วิธีการที่ใช้ในการประเมิน
    1. การสังเกตและการบันทึก เป็นการสังเกตขณะที่เด็กทำกิจกรรมประจำวันและเกิดพฤติกรรมที่ไม่คาดคิดว่าจะเกิดขึ้นและผู้ประเมินจดบันทึกไว้
    2. การสนทนา เป็นการประเมินเพื่อทรายถึงความรู้สึกนึกถึงของเด็ก เป็นการประเมินความสามารถ
    3. การสัมภาษณ์
    4. การรวบรวมผลงาน
    5. การประเมินการเจริญเติบโตของเด็ก
การประเมิน
    1. ด้านการช่วยเหลือตนเองของเด็กปฐมวัย
        วิธีการประเมิน
        1. ให้เด็กทำตามความสามรถเหมาะสมกับวัย และวุฒิภาวะของเด็ก เพื่อเด็จะได้ประสบผลสำเร็จในการทำงาน
        2. จัดกิจกรรมให้เด็กได้กระทำไปตามลำดับขั้นตอนตั้งแต่กิจกรรมง่ายๆ และใกล้ตัวไปถึงกิจกรรมที่ยากขึ้น และห่างจากตัวออกไป เพื่อให้เกิดการยั่วยุ ท้าทาย และทำให้เด็กสนใจอยากจะทำด้วยวิธีการที่ไม่น่าเบื่อ
        3. ให้กำลังใจโดยใช้วิธีการจูงใจ ให้กระทำด้วยวิธีการที่นุ่มนวลด้วยการยกย่องชมเชย 
        4. ไม่นำเด็กไปเปรีบเทียบกับอีกคนหนึ่ง 
    2. ด้านการเป็นมิตรหรือทำงานร่วมกับผู้อื่นของเด็กปฐมวัย
        ความเป็นมิตร คือ แบบการแสดงออกที่แสดงถึงการสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู็อื่น ความเป็นมิตรของเด็ก เป็นลักษณะการแสดงออกในการติดต่อและเข้าถึงผู้อื่นในทางบวก การสังเกตลักษณะความเป็นมิตรของเด็กอาจสังเกต จากการเข้าไปร่วมเล่นกับผู้อื่นเด็กที่เป็นมิตรจะทำให้การเล่นมีความสนุกสนาน ทำบรรยากาศให้สนุกน่าพอใจ
        เครื่องมือประเมิน
        1. แบบันทึกพฤติกรรม
        2. แบบบันทึกคำพูด
        3. แบบสังเกตพฤติกรรมความเป็นมิตร
    3. ด้านสังคมทางบวกของเด็กปฐมวัย
        วิธีการประเมิน
        1. การให้ความร่วมมือกับสมาชิกอื่นๆในบ้านในฐษนะเป็นสมาชิกของครอบครัวทั้งการทำกิจวัตรประจำวัน การช่วยตนเอง การรับผิดชอบในหน้าที่ของตนเอง
        2. การสอนโดยตรงให้มีพฤติกรรมการปรับตัวทางสังคมในการอยู่ร่วมกับผู้อื่นทั้งในครัวเรือนและสังคมภายนอก
        3. การให้เล่นกับผู้อื่นทั้งเด็กโต และเด็กเล็ก
*หาเพิ่มเติม

พัฒนาการทางด้านสังคมในเด็กก่อนวัยเรียน (3 – 6 ปี)

เด็กก่อนวัยเรียนเป็นกลุ่มเด็กที่มีพัฒนาการสำคัญหลายด้านซึ่งเป็นพื้นฐานต่อความสำเร็จในการดำเนินชีวิตในอนาคต พัฒนาการด้านสังคมก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้เด็กปรับตัวและพร้อมอยู่ร่วมในสังคมได้อย่างมีความสุข โดยพัฒนาการด้านสังคมที่เด็กก่อนวัยเรียนควรมีประกอบไปด้วย

1. การรับรู้ในตนเอง

• บอกได้ว่าตนเองเป็นใครชื่ออะไร

• รู้ข้อมูลของตนเอง
- ทราบเพศ
- ทราบอายุและวันเกิด
- รู้ชื่อจริงนามสกุลจริง
- แยกได้ว่าตนเองอยู่ในกลุ่มใด
- รู้ที่อยู่และเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ติดต่อผู้ปกครอง
- รู้ชื่อผู้ปกครอง

• การแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม
- สามารถอยู่แยกจากผู้ปกครองได้ 2-3 ชั่วโมง
- ชอบที่จะฟังเรื่องของตนเอง
- สามารถแสดงถึงความมั่นใจในตนเองและมีความเป็นตัวของตัวเอง
- เริ่มแสดงออกถึงความเป็นส่วนตัว
- มีความสามารถที่จะพึงพาตนเองได้มากขึ้น

• มีพัฒนาการที่เริ่มโตเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น (มีเหตุมีผล)

2. พัฒนาการด้านความมีระเบียบวินัย
• รับผิดชอบกิจวัตรประจำวันพื้นฐานของตนเองได้
• เริ่มมีบทบาทความรับผิดชอบของตนเอง
• แสดงถึงอารมณ์ ความคิด มุมมอง โดยใช้ภาษาท่าทางได้อย่างเหมาะสม
• แยกแยะได้ว่าเป็นสิ่งเป็นของส่วนตัวหรือสิ่งของส่วนรวม
• สามารถเล่นหรือทำกิจกรรมที่มีกฎกติกาได้
• เคารพกฎระเบียบในห้องเรียนได้
• สามารถขอความช่วยเหลือจากผู้อื่นได้เมื่อต้องการ
• ทำตามที่บอกและดำเนินงานที่มอบหมายได้ถูกลำดับ
• ทำกิจกรรมและคงความสนใจได้จนเสร็จ
• สามารถทำกิจกรรมต่อได้หากทำไม่เสร็จก่อนหมดเวลา
• ยอมรับฟังข้อเสนอแนะจากคนอื่นได้

3. การสร้างปฏิสัมพันธ์ต่อผู้อื่น
• ความเข้าใจถึงความรู้สึกของคนอื่นและตอบสนองได้อย่างเหมาะสม
- แสดงถึงความเห็นอกเห็นใจ
- พูดคุยเปิดใจได้
- ช่วยเหลือผู้อื่นเมื่อเขาต้องการ
• พฤติกรรมการเล่นที่เหมาะสม
- มีการแบ่งปันและให้ความร่วมมือ
- เล่นได้เหมาะสมกับสถานการณ์
- เล่นแสดงบทบาทเป็นคนอื่นได้ทั้งบทบาทเด็กและผู้ใหญ่
• การสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น
- เรียนรู้ที่จะสร้างและคงความสัมพันธ์กับเพื่อนได้
- มีความสุขที่จะสร้างเสียงหัวเราะให้กับคนอื่น
- สามารถที่จะอยู่ร่วมเล่นกับเด็กในวัยเดียวกันได้
- พูดคุยสื่อสารให้คนอื่นเข้าใจได้ง่าย
• การแก้ปัญหา
- ทำงานที่จะต้องแก้ปัญหากับผู้อื่นได้

4. ความร่วมมือและเป็นส่วนหนึ่งในสมาชิกทั้งในครอบครัวและสังคมภายนอก
• เรียนรู้และยอมรับความแตกต่างของแต่ละบุคคล
• มีส่วนร่วม เป็นสมาชิกในกลุ่มหรือกิจกรรมต่างๆ
• การเข้าหรือมีส่วนร่วมในการประชุม
- รู้จักการวางตัวในที่ประชุม
- รู้จักมารยาทที่ประชุม
- ไม่ประหม่าเวลาเจอคนแปลกหน้า
• ต่อรองกับผู้อื่นเพื่อเปลี่ยนกฎและสร้างกฎใหม่ที่เหมาะสม
• ใช้สิ่งที่มีหรือสิ่งที่กำหนดให้ได้อย่างเหมาะสม
• ช่วยเหลืองานบ้าน

อ้างอิง https://www.manarom.com/blog/Social_development_in_kids.html


การประเมินและการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญา

ความหมาย
    การประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย หมายถึง กระบวนการศึกษาความสามารถ ด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย ซึ่งในที่นี้ประกอบด้วย พฤติกรรมด้านการคิด การใช้ภาษา จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เพื่อนำผลมาใช้ในการเสริมสร้างพัฒนาการและการออกแบบการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กได้มีพัฒนาการและการเจริญเติบโตที่ก้าวหน้าเหมาะสมกับวัย ตลอดจนนำมาพัฒนาวิธีการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับความสามารถทางสติปัญญาของเด็ก (พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
    การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านสติปัญญาของเด็กปฐมวัย หมายถึง กระบวนการสนับสนุนและส่งเสริมให้เด็กพัฒนาทักษะทางสติปัญญา เช่น ความสามารถในการคิด วิเคราะห์การแก้ปัญหา ความจำ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้เหตุผล ผ่านกิจกรรมและประสบการณ์ที่ส่งเสริมพัฒนาการด้านสมอง ซึ่งช่วยให้เด็กสามารถเรียนรู้และพัฒนาทักษะทางปัญญาที่จำเป็นสำหรับชีวิตประจำวันและการศึกษาต่อไปในอนาคต (สุภาวดี ศิิริลักษณ์, 2563)
ขอบข่ายในการประเมินพฤติกรรมด้านสติปัญญาตามหลักสูตรปฐมวัย 2560
    1.ความสามารถในการคิดและแก้ปัญหา
        • สังเกตว่าเด็กสามารถเชื่อมโยงความคิด แก้ไขปัญหาง่าย ๆ และทดลองวิธีแก้ปัญหาได้หรือไม่
        • เช่น การเรียงลำดับภาพ การต่อบล็อก หรือการทดลองทางวิทยาศาสตร์ง่าย ๆ
    2. ความสามารถในการใช้เหตุผลและเชื่อมโยงความรู้
        • การแสดงออกถึงความเข้าใจในเหตุและผล เช่น รู้ว่าฝนตกเพราะมีเมฆมาก
        • การจัดกลุ่มสิ่งของตามลักษณะที่เหมือนกัน เช่น สี รูปร่าง หรือขนาด
    3. ทักษะการคิดสร้างสรรค์
        • สังเกตว่าเด็กสามารถใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์งานศิลปะ การเล่นบทบาทสมมติ หรือคิดวิธีการใหม่ ๆ ในการเล่นได้หรือไม่
    4. ความสามารถทางภาษาและการสื่อสาร
        • การฟังและทำความเข้าใจคำสั่ง
        • การพูดสื่อสารได้ชัดเจน และการเล่าเรื่องสั้น ๆ
(กระทรวงศึกษาธิการ, 2560)

    วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
        1.การใช้แบบทดสอบ เป็นวิธีการประเมินพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัยที่มีการกำหนดวัตถุประสงค์ของพฤติกรรมที่ต้องการพัฒนาหรือเสริมสร้างที่ชัดเจน
        2. การสังเกต เป็นวิธีดั้งเดิมที่ใช้กันในการจัดการศึกษาปฐมวัย ที่สามารถนำมาใช้ในการสังเกต   พฤติกรรมการคิดของด็กทั้งในขณะที่เด็กเล่น และมีปฏิสัมพันธ์กับสิ่งต่างๆ ระหว่างกิจกรรมในชั้นเรียนหรือกิจกรรมประจำวัน
        3. การสัมภาษณ์ เป็นวิธีการประเมินที่เป็นการให้ข้อมูลโดยบุคคล เช่น เด็ก ครู ผู้ปกครองและ
ผู้เกี่ยวข้องในการสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็ก
        4. การประเมินจากผลงานเด็ก เป็นการให้ข้อมูลที่มั่นใจได้เกี่ยวกับพฤติกรรมการคิดของเด็ก
ที่แสดงออกระหว่างการทำงานผลงานของเด็กมักถูกนำไปใส่ในพอร์ตโฟลิโอ(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
    การสร้างเสริมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย
        ๑. สร้างความเข้มแข็งกับครอบครัวให้เป็นผู้มีความรู้ความสามารถในการสร้างเสริมพฤติกรรมด้านการคิดของเด็กปฐมวัย โดยการให้ความรู้และฝึกอบรม
        ๒. พัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรู้ เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย
        ๓. การจัดการเรียนรู้เพื่อสร้างเสริมพฤติกรรมการคิดของเด็กปฐมวัย ควรอยู่บนพื้นฐานที่ว่า สมองเด็ก ทุกคนสามารถพัฒนาการคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยวิธีการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับการทำงานของสมอง
        ๔. ส่งเสริมให้มีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นพัฒนากระบวนการคิด การแก้ปัญหา และการเรียนรู้อย่างมีความสุข
        ๕. จัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ให้โอกาสผู้เรียนได้พัฒนากระบวนการคิด และแก้ปัญหาด้วยตนเอง
    วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
        1. การสังเกตพฤติกรรมด้านภาษาเป็นวิธีการที่เหมาะสำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กในสภาพจริงในขณะที่เด็กปฏิบัติกิจกรรมประจำวันหรือกิจกรรมการเล่น
        2. การศึกษาผลงานทางภาษา ผลงานของเด็กเป็นหลักฐานที่สามารถสะท้อนพฤติกรรมความสามารถทางภาษาของเด็กปฐมวัย เป็นการประเมินจากผลงานที่เด็กปฏิบัติกิจกรรม ในขณะที่ได้รับประสบการณ์จากการจัดการเรียนรู้
        3. การใช้พอร์ตโฟลิโอ พอร์ตโฟลิโอเป็นวิธีการประเมินอย่างหนึ่งที่สามารถสะท้อนความก้าวหน้าของพฤติกรรมด้านภาษา เนื่องจากพอร์ตโฟลิโอเป็นการประเมินที่เห็นร่องรอย
        4. การใช้แบบทดสอบพฤติกรรมทางภาษาเป็นวิธีการประเมินเพื่อต้องการศึกษาพฤติกรรมหรือผลสัมฤทธิ์ในการเรียนรู้ด้านพฤติกรรมทางภาษาของเด็กปฐมวัยที่มีจุดมุ่งหมายเฉพาะเจาะจง(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
   การส้รางเสริมพฤติกรรมด้านภาษาของเด็กปฐมวัย
        1.การพูดคุยและการสนทนา: พ่อแม่หรือครูควร พูดคุยกับเด็กอย่างสม้ำเสมอในกิจกรรมต่างๆเช่น การถาม-ตอบคำถามง่ายๆ หรือการพูดคุยเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กสนใจ เช่น สัตว์, สี, รูปร่าง
        2.การอ่านหนังสือและการเล่านิทาน: การอ่านหนังสือหรือเล่านิทานให้เด็กฟังเป็นวิธีที่ดีในการเสริมสร้างพัฒนาการทางภาษา โดยสามารถเลือกหนังสือที่มีภาพสีสันสดใสและเนื้อหาที่เหมาะสมกับวัยเด็ก
        3.การใช้เกมและกิจกรรมที่สนุก: เกมที่เกี่ยวข้อง กับการพูด เช่น เกมจับคู่คำ, เกมตั้งคำถามหรือการเล่นบทบาทสมมติ
        4.การกระตุ้นการพูดด้วยคำถาม: การถามคำถามเปิดกว้าง เช่น "วันนี้คุณทำอะไร?" หรือ "คุณ คิดว่าอะไรจะเกิดขึ้น?" จะช่วยกระตุ้นให้เด็กตอบและใช้คำพูดมากขึ้น
    วิธีการประเมินพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
        1. การใช้แบบทดสอบ แบบทดสอบสำหรับการประเมินจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยเป็นวิธีการที่ผู้ประเมินมีเป้าหมายเฉพาะและมีการสร้างแบบทดสอบที่มีมาตรฐานโดยผ่านกระบวนการหาคุณภาพของแบบทดสอบ
        2. การสังเกต เป็นวิธีการที่สะท้อนให้เห็นพฤติกรรมของจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างเด่นชัดเป็นวิธีการที่ง่าย สะดวก และไม่ยุ่งยากสำหรับผู้ประเมิน ซึ่งสามารถทำการประเมินได้บ่อยครั้งอย่างต่อเนื่อง
        3. การประเมินจากผลงาน ผลงานของเด็กที่สามารถนำมาใช้สำหรับการประเมินพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย(พัชรา พุ่มพชาติ, ม.ป.ป)
    การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์
    การสร้างเสริมพฤติกรรมด้านจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัย (อายุ 3-6 ปี เป็นกระบวนการที่สำคัญในการพัฒนาทักษะการคิดและการแก้ปัญหาโดยสามารถทำได้ผ่านกิจกรรมต่างๆ ดังนี้
1. การเล่นเสริมจินตนาการ 
2. การวาดภาพและศิลปะ 
3. การเล่านิทานและการฟังนิทาน 
4. การเล่นกับธรรมชาติ
5. การใช้เพลงและดนตรี
6. การตั้งคำถามและกระตุ้นการคิด (Amabile, T. M. , Piaget, J.)
*หาเพิ่มเติม

กิจกรรมเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา

พัฒนาการด้านสติปัญญา ประกอบไปด้วยทักษะที่สำคัญ 3 ด้าน ได้แก่ 1. ความสามารถในการจดจำ 2. การเรียนรู้เพื่อเข้าใจสิ่งต่างๆ 3. ทักษะในการแก้ไขปัญหา ซึ่งพัฒนาการด้านสติปัญญานี้จะเป็นปัจจัยที่กำหนดว่าลูกจะเติบโตมาเป็นคนที่สามารถเรียนรู้ ปรับตัวและรับมือกับปัญหาต่างๆ ได้ดีหรือไม่ กิจกรรมเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญา จึงเป็นเรื่องสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ควรเตรียมพร้อมเพื่อส่งเสริมให้ลูกสนุกกับการเรียนรู้และส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาให้กับลูกต่อไป

1. ชวนกันร้องเพลง

กิจกรรมสร้างความบันเทิงอย่างการร้องเพลง นอกจากจะช่วยให้ลูกรู้สึกสนุกและเพลิดเพลินแล้ว เพลงและเสียงดนตรียังช่วยให้ลูกจดจำคำศัพท์และพัฒนาทักษะทางภาษาได้เป็นอย่างดี

2. ฝึกลูกให้นับเลขกับสิ่งของต่างๆ

การนับเลข เป็นหนึ่งใจการฝึกทักษะด้านความจำ ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ก็สามารถสอนลูกทำได้ผ่านวิธีการสนุกๆ เช่น ชวนลูกนับของเล่น นับจำนวนของต้นไม้ภายในบ้าน หรือนับจำนวนข้าวของเครื่องใช้ นอกจากรู้จะรู้สนุกสนานแล้ว ยังช่วยพัฒนาสติปัญญาของลูกได้อีกด้วย

3. เปิดโอกาสให้ลูกเลือกสิ่งต่างๆ ด้วยตัวเอง

คุณพ่อคุณแม่สามารถเปิดโอกาสให้ลูกได้ตัดสินใจเลือกสิ่งต่างๆ เช่น วันนี้ลูกจะกินอยากใส่เสื้อสีแดงหรือสีเขียว เพราะการฝึกให้ลูกได้คิดหรือตัดสินใจเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ของตัวเองตั้งแต่ยังเล็กจะช่วยให้ลูกเป็นเด็กกล้าคิดกล้าตัดสินใจ และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้นในอนาคต

4. ลองให้ลูกบอกเสียงของสิ่งต่างๆ

ลูกน้อยมักจะหัวเราะชอบใจเมื่อคุณพ่อคุณแม่ทำการเลียนเสียงสิ่งต่างๆ ให้ฟัง เช่น เสียงแมวร้อง เมี๊ยวๆ หรือ เสียงหมาร้อง โฮ่งๆ นอกจากนั้น การสอนให้ลูกเรียนรู้และระบุเสียงของสิ่งต่างๆ รอบตัว จะช่วยให้ลูกเป็นเด็กช่างสังเกต รู้จักการตั้งใจฟัง และออกเสียงตามเสียงที่ได้ยิน ถือเป็นหนึ่งในการฝึกและส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปัญญาได้เป็นอย่างดี
อ้างอิง https://aboutmom.co/features/cognitive-development-2/31519/






แบบประเมินแฟ้มผลงาน

https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdviWrJUWtUjaSqSA44tXyH_6yvAT-iJeiesoeNCN84dB4ZzQ/viewform?usp=sf_link ขอบพระคุณสำหรับการประเมินค่ะ...